วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มา "สวัสดี" กันนะ


มาสวัสดีกันนะ

          คำทักทายที่คนไทยสมัยนี้นิยมใช้กัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสากล เช่น

          "ฮัลโหล" ในภาษาอังกฤษ มีความหมาย เป็นเพียงแค่ทักทายกันเมื่อพบกัน
          "หนีฮ่าว" ในภาษาจีน มีความหมายว่า คุณสบายดีไหม 


          แต่สำหรับคำว่า "สวัสดี" จะเห็นว่ามีความแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

          "สวัสดี" ของไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่คำทักทายเท่านั้น อีกทั้งสะท้อนไปถึง
          ความปรารถนาดี เปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต เป็นการอวยพรให้กับผู้ที่เราสนทนา
          ให้ประสบพบแต่สิ่งดี ซึ่งเหล่านี้เป็นลักษณะพิเศษในคำทักทายของคนไทย

          
          ปัจจุบันมีชาวต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมาก ได้พยายามยกมือไหว้
          และกล่าวคำว่า "สวัสดี - Sawasdee" เพราะเข้าใจวัฒนธรรมของไทยดีขึ้น
          นับเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยได้ประการหนึ่ง คำว่า "สวัสดี" แพร่หลาย
          ออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นคำของ "ชาตินิยม" 


          เราคนไทยมา "สวัสดี" กันนะ

ที่มาของ "สวัสดี"


สวัสดี



"สวัสดี" หมายถึง ความดี ความงาม ความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง การอวยชัยให้พร 
                          คำทักทาย หรือพูดขึ้นเมื่อพบหรือจากกัน


         ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า "สวัสดี" คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ "โสตถิ" ในภาษาบาลี หรือ "สวัสติ" ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เป็นต้นมา

"สวัสดี" เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า "สุ" เป็นคำอุปสรรค แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า "อสฺติ" เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า "สุ" เป็น "สว" (สฺวะ) ได้โดยเอา "อุ" เป็น "โอ" เอา "โอ" เป็น "สฺว" ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า "อสฺติ" เป็น "สวสฺติ" อ่านว่า สะ-วัด-สะ-ติ แปลว่า "ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)"

พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า "สวสฺติ" ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น "สวัสดี" ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า "ราตรีสวัสดิ์" ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า "good night" ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า "อรุณสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good morning" และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า "ทิวาสวัสดิ์" มาจากคำว่า "good afternoon" ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า "สายัณห์สวัสดิ์" มาจากคำว่า "good evening" แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า "สวัสดี" มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์

           คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้

          ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามของคนไทยที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง

"สวัสดี"กำลังหายไปจากสังคมไทย


สวัสดี กําลังหายไปจากสังคมไทย




          สวัสดี เป็นคำทักทายของคนไทย มักจะใช้เมื่อมีการพบปะเจอหน้า 
          หรือเมื่อต้องการบอกลา ก็กล่าวคำว่า สวัสดี ได้เช่นกัน 



          สังคมไทยทุกวันนี้เป็นสังคมที่รีบเร่ง
          แม้แต่การกล่าวคำว่า สวัสดี ก็รีบเร่ง
          คำว่าสวัสดี จึงเริ่มที่จะหายไปจากสังคมไทย
          เหลือเพียงแต่คำว่า.. หวัดดีครับ หวัดดีค่ะ
          หากแปลตามความหมายแล้ว บอกได้เลยว่าคงไม่ดีอย่างแน่นอน
          เพราะ "หวัด" ไม่ดีหรอกค่ะ เพราะเป็นแล้วจะไม่สบาย